สามแดนโลกธาตุ#หาที่จะหยั่งเท้าลงไม่ได้เลย#การบรรลุมรรคผล#จิตมันจะเปลี่ยน...
#ดูก่อนสุทัตตะเมื่อรากยังมั่นคงแม้ต้นไม้จะถูกตัดแล้ว #มันก็สามารถขึ้นได้อีกฉันเดียวกัน#เมื่อบุคคลยังไม่ถอนตัณหานุสัย#ขึ้นเสียจากดวงจิต ความทุกข์ก็เกิดขึ้นได้บ่อยๆ#สุทัตตะเอย น้ำตาของสัตว์ผู้ต้องร้องไห้
เพราะความทุกข์โทมนัสทับถม#ในขณะที่ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสารนี้ มีจำนวนมากเหลือคณนา
สุดที่จะกล่าวได้ว่ามีประมาณเท่านั้นเท่านี้ #กระดูกที่เขาทอดทิ้งลงทับถมปฐพีดลเล่า#ถ้านำมากองรวมๆ กันมิให้กระจัดกระจาย คงจะสูงเท่าภูเขา บนพื้นแผ่นดินนี้#ไม่มีช่องว่างเลยแม้แต่นิดเดียวที่สัตว์ไม่เคยตาย
ปฐพีนี้เกลื่อนกล่นไปด้วยกระดูก#แห่งสัตว์ผู้ตายแล้วตายเล่า เป็นที่น่าสังเวชสลดจิตยิ่งนัก
#ทุกย่างก้าวของมนุษย์และสัตว์ เหยียบย่ำไปบนกองกระดูก เขานอนบนกองกระดูก นั่งบนกองกระดูก
#สนุกสนานเพลิดเพลินอยู่บนกองกระดูกทั้งสิ้น#ดูก่อนสุทัตตะ ไม่ว่าภพไหนๆ ล้วนแต่มีลักษณะเหมือนกองเพลิงทั้งนั้น
#การบรรลุมรรคผล#จิตมันจะเปลี่ยนไปแบบไม่กลับ#จะมีกระบวนการล้างร่างกายครั้งใหญ่#บางคนอาจจะถ่ายออกมามากอย่างเป็นไปไม่ได้ในภาวะปรกติ #มันล้างขันธ์ #บางคนอาจจะมีอาการเหมือนอะไรในใจมันขาด
#พระโสดาบัน #พระสกิทาคามี #พระอนาคามี #พระอรหันต์#ค้นหาหัวข้อธรรม#ละความชั่วทั้งปวง #ทำแต่ความดี #ทำจิตใจให้ใสบริสุทธิ์#ผลสมาบัติวิถี#การเข้าผลสมาบัติ#เป็นการเข้าอยู่ในอารมณ์#พระนิพพาน #ที่ได้มาจากอริยผลญาณ #อันบังเกิดแล้วแก่ตน #เพื่อเสวยโลกุตตรสุข
#ซึ่งเป็นความสงบสุขที่พึงเห็นประจักษ์ได้ในปัจจุบัน#พระนิพพานที่เป็นอารมณ์ของผลสมาบัตินั้นมีชื่อ ๓ ชื่อหรือมี ๓ อาการคือ#อนิมิตตนิพพาน หมายถึงว่า ผู้ที่ก้าวขึ้นสู่มัคคผลนั้น เพราะเห็นความ ไม่เที่ยง อันปราศจากนิมิตเครื่องหมาย คือ อนิจจัง โดยบุญญาธิการแต่ปางก่อน แรงด้วยสีล เมื่อเข้าผลสมาบัติก็คงมีอนิมิตตนิพพาน เป็นอารมณ์
๒. #อัปปณิหิตนิพพาน หมายถึงว่า ผู้ที่ก้าวขึ้นสู่มัคคผลนั้น เพราะเห็นความ ทนอยู่ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปรไป อันหาเป็น ปณิธิ ที่ตั้งไม่ได้ คือทุกขัง โดยบุญญาธิ การแต่ปางก่อนแรงด้วยสมาธิ เมื่อเข้าผลสมาบัติ ก็คงมี อัปปณิหิตนิพพาน เป็น อารมณ์
๓. #สุญญตนิพพาน หมายถึงว่า ผู้ที่ก้าวขึ้นสู่มัคคผลนั้น เพราะเห็นความ ไม่ใช่ตัวตน บังคับบัญชาไม่ได้ อันเป็นความว่างเปล่า คืออนัตตา โดยบุญญาธิการ แต่ปางก่อนแรงด้วยปัญญา เมื่อเข้าผลสมาบัติ ก็คงมี สุญญตนิพพาน เป็นอารมณ์
#เราไม่มีการโน้มเอียงไปสู่การเกิด เราจะเป็นแต่ตัวเราเองเท่านั้น
#กาลเวลาย่อมกินสรรพสัตว์พร้อมทั้งตัวเอง#สังสารวัฏนี้น่ากลัวเพราะมันปิดบังตัวเองได้#บางคนขึ้นรถทัวร์
#วิมุตติความหลุดพ้น#มรรควิถีของมันทบุคคล#เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆ #การเกิดมรรคผล #ทางพระนิพพาน#การบรรลุมรรคผล#จิตมันจะเปลี่ยนไปแบบไม่กลับ#จะมีกระบวนการล้างร่างกายครั้งใหญ่#บางคนอาจจะถ่ายออกมามากอย่างเป็นไปไม่ได้ในภาวะปรกติ #มันล้างขันธ์ #บางคนอาจจะมีอาการเหมือนอะไรในใจมันขาด#มันขาดเหมือนกับเชือกถูกดึงให้ขาด#ค่อยๆฝึกไม่ยากหรอก#บางคนขึ้นรถทัวร์เขาได้ดีมาแล้ว เคยมีมา #นั่งรถทัวร์นี่ล่ะ นั่งภาวนาไปเรื่อย ๆ #จิตมันเบิกบานยิ้มแย้มขึ้นมา ก็มี #บางคนนั่งฟังธรรม แล้วจิตเบิกบานขึ้นมา เข้าใจธรรมะขึ้นมา #บางคนแสดงธรรมอยู่ #แล้วจิตมันก็แจ่มแจ้งในธรรมะขึ้นมา #หลวงพ่อพุธท่านเคยเล่า
#ท่านแจ้งพ้นทุกข์ขึ้นมาบนธรรมมาสน์ #เทศน์ๆ อยู่ จิตมันกำลังเทศน์ๆ
#แล้วจิตมันพิจารณาธรรมะที่เทศน์อยู่
#พิจารณาธรรมะแล้วถ่ายทอดไปเรื่อย ๆ ๆ ๆ
#เวลาครูบาอาจารย์เทศน์ ไม่ใช่ท่องมา
#แต่ธรรมะมันถ่ายทอดจากจิต ถ่ายทอด ๆ ไป
#แล้วสติ สมาธิ ปัญญา สมบูรณ์ในขณะนั้น
#จิตรวมลงในขณะนั้น ก็ล้างกิเลสในขณะนั้นเลย
#แล้วท่านบอกว่าจิตมันถอนขึ้นมา
#ใช้เวลาชั่วพริบตาเดียว จิตมันถอนกลับขึ้นมา
#ท่านรีบนึกเลยว่าเมื่อกี้เทศน์ถึงอะไร แล้วก็เทศน์ต่อ
#คนที่นั่งฟังไม่รู้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้น
#มันใช้เวลาสั้นนิดเดียว ชั่ว 2 - 3 ขณะเท่านั้นเอง
#แวบเดียวเท่านั้นเอง
#เพราะฉะนั้นเราพยายามมีสติ รู้เนื้อรู้ตัว
#ไม่เลือกเวลา ไม่เลือกสถานที่
#เวลาไหนถ้าเรามีสติ มีสมาธิอยู่
#ก็อาจจะเกิดมรรคผลเวลานั้นได้
#ไม่มีใครรู้ว่ามันจะเกิดตอนไหน
#ถ้าเราทำบ้างไม่ทำบ้างมันไม่ได้เรื่องหรอก
#สมมติว่าบารมีเต็มมันก็ไม่ตัดหรอก
#เพราะว่ามันหลงไปเสียก่อน อกุศลมันเกิดขึ้นแทนที่ไป
#ฉะนั้นเราอย่าประมาท พยายามรู้สึกตัวไว้ตลอดเวลา
#อ่านจิตอ่านใจตัวเองเรื่อย ๆ ไป
#ไม่ได้หวังผลว่าจะดีเมื่อไร แต่มันมีโอกาสจะดี
#แต่ถ้าจิตใจเราล่องลอย ไม่มีโอกาสได้ดีเลย"
#ในกัปที่๙๑แต่ภัทรกัปนี้ #เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น#เราไม่รู้จักทุคติเลย
#นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้. #เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ #คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้#ออกจากสังสารวัฏ#จะมีกระบวนการล้างร่างกายครั้งใหญ่#บางคนอาจจะถ่ายออกมามากอย่างเป็นไปไม่ได้ใน#ภาวะปรกติ#วิมุตติความหลุดพ้น#ปรินิพพานมี๓คือกิเลสปรินิพพานการปรินิพพานแห่งกิเลส#ขันธ#ปรินิพพาน#การปรินิพพานแห่งขันธ์ #ธาตุปรินิพพานการปรินิพพานแห่งธาตุ#ข้ามเข้ามาทวนเข้ามาถึงจิตแท้ถึง##วิญญาณธาตุธาตุรู้แท้ๆแล้วธรรมธาตุตัวนี้แล้ว#อริยมรรคก็จะเกิด#วิมุตติความหลุดพ้น#แนวทางบรรลุธรรม#การเกิดอริยมรรค#ทางพระนิพพาน#ผู้ไม่มีร่องรอยจิตหลุดพ้นจากอาสวะ#ถ้าจิตเราเป็นกลาง#เราไม่ได้มุ่งพุทธภูมิ#เราไม่ได้ทำกรรมชั่วหยาบมา#จิตเราจะก้าวกระโดดเกิดอริยมรรคขึ้นมา
#ขั้นแรกมันจะรวมลงก่อนรวมเข้าอัปปนาสมาธิ #รวมเองโดยที่ไม่ได้เจตนาจะรวม #ไม่ได้คิดได้ฝันที่จะรวม รวมโดยอัตโนมัติ #เมื่อรวมลงมาแล้วจะเห็นสภาวธรรมเกิดดับ เกิดดับ สองขณะบ้าง สามขณะบ้าง
#ถัดจากนั้นจิตจะวางการรับรู้อารมณ์#ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ #เมื่อทวนกระแสเข้าถึงธาตุรู้แล้วสิ่งที่ห่อหุ้มปิดบังจิตอยู่คือ อาสวกิเลส ทั้งหลาย #สังโยชน์ทั้งหลายถูกขาดสะบั้นออกไป#กิเลสปรินิพพาน
ได้มีที่โพธิบัลลังก์#ขันธปรินิพพาน ได้มีที่กรุงกุสินารา
#ธาตุปรินิพพาน จักมีในอนาคตจักมีอย่างไร คือครั้งนั้น #ธาตุทั้งหลายที่ไม่ได้รับสักการะ และสัมมานะในที่นั้นๆ ก็ไปสู่ที่ๆ มีสักการะ และสัมมานะ #ด้วยกำลังอธิษฐานของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
เมื่อกาลล่วงไป สักการะและสัมมานะก็ไม่มีในที่ทั้งปวง #วลาพระศาสนาเสื่อมลง
#พระธาตุทั้งหลายในตามพปัณณิทวีปนี้ จักประชุมกัน #แล้วไปสู่มหาเจดีย์จากมหาเจดีย์ ไปสู่นาคเจดีย์ แต่นั้นจักไปสู่โพธิบัลลังก์ #พระธาตุทั้งหลายจากนาคพิภพบ้าง จากเทวโลกบ้าง จากพรหมโลกบ้าง จักไปสู่#โพธิบัลลังก์แห่งเดียว. #พระธาตุแม้ประมาณเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดจักไม่หายไปในระหว่าง.
#พระธาตุทั้งหมดจักประชุมกันที่ #มหาโพธิมัณฑสถานแล้ว
#รวมเป็นพระพุทธรูป แสดงพุทธสรีระประทับนั่งขัดสมาธิ ณ #โพธิมัณฑสถาน มหาปุริสลักษณะ ๓๒ อนุพยัญชนะ ๘๐ พระรัศมีประมาณวาหนึ่ง #ทั้งหมดครบบริบูรณ์ทีเดียว.#แต่นั้นจักการทำปาฏิหาริย์แสดง เหมือน#ในวันแสดงยมกปาฏิหาริย์. ในกาลนั้น ชื่อว่า สัตว์ผู้เป็นมนุษย์ ไม่มีไปในที่นั้น.
#ก็เทวดาในหมื่นจักรวาฬ ประชุมกันทั้งหมด #พากันครวญคร่ำรำพันว่า #วันนี้พระทสพลจะปรินิพพาน จำเดิมแต่บัดนี้ไป จักมีแต่ความมืด.
#ลำดับนั้น เตโชธาตุลุกโพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ #ทำให้พระสรีระนั้นถึงความหาบัญญัติมิได้.
#เปลวไฟที่โพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ #พลุ่งขึ้นจนถึงพรหมโลก
#เมื่อพระธาตุแม้สักเท่าเมล็ดพรรณผักกาดยังมีอยู่ ก็จักมีเปลวเพลิงอยู่เปลวหนึ่งเท่านั้น
#เมื่อพระธาตุหมดสิ้นไปเปลวเพลิงก็จักขาดหายไป.
#พระธาตุทั้งหลายแสดงอานุภาพใหญ่อย่างนี้แล้ว ก็อันตรธานไป.
#ในกาลนั้น หมู่เทพกระทำสักการะด้วยของหอม #ดอกไม้และดนตรีทิพย์เป็นต้น
#เหมือนในวันที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายปรินิพพาน กระทำปทักษิณ ๓ ครั้ง ถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า
#ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์
#จักได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติขึ้นในอนาคต ดังนี้แล้ว ก็กลับไปที่อยู่ของตนๆ นี้ ชื่อว่า
#อันตรธานแต่งพระธาตุ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น